โหด

posted on 02 Jun 2011 12:15 by whatsgoingang
 
มีคนบอกว่า ค่าแบบ แพง!
 
กระดาษสี่ห้าแผ่น ไม่ควรราคาสูงขนาดนี้
 
 
กระดาษไม่กี่แผ่นที่ว่า มีที่มายังไงบ้าง
 
เข้าไปหน้างาน คุย เสนอแนวคิดกับตัวแทนผู้ว่าจ้างคนที่หนึ่ง
 
กลับมานั่งคิดวิธีทำ กลับไปวัดขนาด
 
กลับไป กลับมา
 
ปรับแบบ
 
ขับรถเอาแบบไปให้
 
เพราะบางคนก็ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีให้เกิดประโยชน์
 
(กระทั่งต่อตัวเอง อย่าไปพูดถึงเรื่องจะคิดถึงความสะดวกของคนอื่นเลย)
 
 
สามวันผ่านไป
 
ตัวแทนผู้ว่าจ้างคนที่สองที่อ่านจากกระดาษแบบผ่านๆ
 
ก็เรียกมา เพื่อบอกว่า แพง (กลายเป็นอีกคนไปซะงั้น)
 
บอกว่า ถ้างานไม่ผ่านการอนุมัติงบ เขาจะให้คนอื่นทำนะ
 
แบบ ขนาด แนวทางการทำงาน อยู่ในกระดาษสี่ห้าแผ่นเดิม
 
ตัวแทนผู้ว่าจ้างคนที่สอง ซึ่งอย่างน้อย น่าจะเกิดแนวความคิดว่าต้องการแบบไหน
 
"ชัดเจน" ขึ้น จากการดูกระดาษสี่ห้าแผ่น
 
 
เราไม่อาจรู้ได้ว่า เขาจะเอาแนวทางจากกระดาษสี่ห้าแผ่นนี้ไปให้ใครทำ
 
แต่เรารู้แน่ว่า รายใหม่ คงไม่คิดราคา แพง อย่างที่ว่า
 
 
เพราะเราตั้งต้นต่างกัน
 
คนที่เริ่มจาก 0 กับคนที่เริ่มจาก 5
 
โดยมีเส้นชัยอยู่ที่ 10 เท่ากัน จะเหนื่อยเท่ากันได้ยังไง
 
ในเมื่อระยะทางนั้นต่างกัน
 
 
บอกตามตรง เหนื่อยมาก เพราะไม่อาจเข้าใจกลไกแบบนี้
 
การใช้ประโยชน์จากสมองของคนอื่น โดยที่ไม่ต้องเสียซักบาท?!
 
 
มันโหดกว่าราคาที่เรียกไปหลายเท่านัก
 

ความแตกต่างทางใจยภาพ

posted on 27 Jan 2011 12:45 by whatsgoingang
 
คนเรามีพื้นฐานทางจิตใจแตกต่างกัน
 
ไม่มีแม้แต่ใครคู่เดียวในโลกนี้ ที่คิดเหมือนกันทุกเรื่องทุกอย่าง
 
แต่บางที ความคาดหวัง ว่าในบางเรื่องบางขณะ ใครบางคนอาจคิดคล้ายกัน
 
ก็ทำให้เราอดเสียใจไม่ได้
 
 
บางคนที่คิดว่า เป็นเพื่อน
 
ก็อาจจะปฏิบัติต่อเรา ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เพื่อนน่าจะเป็น
 
 
บาง เพื่อน ที่กาลเวลาและกิจกรรมปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เป็น ลูกค้า
 
ก็อาจหลงลืมไปว่าเคยเป็นเพื่อนกัน
 
เช่น เพื่อน บอกให้เสนอราคา ทำแบบให้ดู ซ้ำย้ำชัดว่า คิดตังค์นะ
 
เอาเข้าจริง เราก็คิด ก็ทำ เสนอไป
 
แต่ เพื่อน ผู้กลับกลายเป็น ลูกค้า ก็หายหน้าหายตา หายตัว
 
ไม่บอกไม่กล่าว เอาไม่เอา ทำไม่ทำ อะไรยังไง ไม่พูดถึง ไม่สน
 
 
ได้แต่ ใจหาย และสงสัยว่าหน้าตาของ เพื่อน ที่เคยคุยนั้นเป็นยังไง
 
อย่าได้พูดไปถึง ใจ เลย
 
 
ในขณะที่เพื่อนจากแดนไกลอีกคน กลับต่างกันไปอีกแบบ
 
ให้ดูตัวอย่างงาน แล้วยังไม่ทำ ด้วยว่าผลิตภัณฑ์ยังไม่พร้อม
 
ก็แจ้งข่าว บอกกัน
 
บางทีแค่ บอกกันง่ายๆ ไม่กี่คำ ความรู้สึกก็ต่างกันแบบเทียบไม่ได้
 
 
แต่ก็ดีไปอย่าง เมื่อในความสัมพันธ์มีเรื่องตังค์มาเกี่ยวข้อง
 
ไม่ว่าจะในฐานะลูกค้า หรือเพื่อนกัน
 
เราก็จะได้รู้ว่าลักษณะทาง ใจยภาพ ของใคร เป็นยังไง
 
ใครจริง ใครไม่
 
ซะที
 

edit @ 27 Jan 2011 14:00:58 by ang : )

แต่พอควร

posted on 02 Jan 2011 13:28 by whatsgoingang
 
เป็นเรื่องที่กำลังคิดอยู่ในใจ
 
พอดีกับที่ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าจากลูกค้า
 
ผ่านมาทางผู้ดูแลกิจการ(เสื้อยืดสกรีน)เล็กๆ
 
ว่า "ลดหน่อยไม่ได้เหรอ พี่รู้ว่าต้นทุนเสื้อเปล่ามาไม่เท่าไหร่หรอก"
 
ไม่เท่าไหร่ คือ เท่าไหร่?
 
 
เฉลยเลยก็ย่อมได้ ไม่ใช่ความลับซ่อนเร้นแต่อย่างใด
 
 
มีตั้งแต่ 40 กว่าจนถึง 80 หรืออาจถึง 100 บาท
 
ขึ้นอยู่กับขนาด และจำนวนที่ซื้อ
 
ปลีก ย่อมราคาสูงกว่า ส่ง
 
ซึ่งบางครั้งก็จำต้องหาซื้อปลีก เพื่อให้ได้ สี คอ การตัดเย็บ ที่ ลูกค้าต้องการ
 
แลกกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการ ออกแบบลาย ถ่ายบลอกสกรีน
 
(บลอกและน้ำยาที่ใช้ก็ซื้อมานะ เค้ามีขาย)
 
ซื้อสี สกรีน รีดให้สีติดทนขึ้น
 
สั่งทำป้ายยี่ห้อ(ชิ้นละ 3 บาท) ซื้อด้าย เย็บติดกับคอเสื้อ
 
ซื้อถุง ซื้อสติ๊กเกอร์ ปริ๊นขนาดและราคา บรรจุถุง
 
ขับรถเอาของไปฝากขาย แบ่งค่าใช้จ่ายให้ร้านที่ฝากประมาณ 20%
 
ไปเปลี่ยนถุงใหม่เมื่อถุงโทรมจากการรื้อ ค้น แกะ ลอง (บ่อยครั้งไม่ซื้อ)
 
 
ราคาขายที่ตั้งไว้ 180 บาทถ้วน ที่เพิ่มมาจากราคาเสื้อเปล่า
 
แลกกับ ทุน และ แรง ที่ลงไปนี้
 
หากมีใครคิดว่า แพง เกินไป ค้ากำไรเกินควร
 
ไม่สมเหตุสมผล ก็เสียใจ
 
และขออภัย ที่เป็นเพียงผู้ค้ารายย่อย
 
มีความสามารถในการลงทุน(ว่ากันเฉพาะซื้อเสื้อเปล่าคราวละ 5พันบาทยังแทบไม่ไหว)
 
ไม่อาจสั่งผลิต และสต็อกของจำนวนมากๆ เพื่อลด ต้นทุน ให้ต่ำลง
 
และ ค้า ได้ในราคาย่อมเยาว์กว่าที่เป็น
 
 
คนทุกคน ทำงาน เพื่อ ใช้จ่าย
 
แลกเงิน
 
กินข้าว
 
เหมือนกันทุกคน ไม่ใช่หรือ?
 
 

สวัสดีปีเถาะ

posted on 30 Dec 2010 13:12 by whatsgoingang
เถาะ โศก กระโดดหนี
 
เถาะ สุข กระโดดใส่
 
เถาะ ท่วมท้น กำลังใจ
 
เถาะ สดใส ไร้น้ำตา
 
 
 

edit @ 2 Jan 2011 13:27:34 by ang : )

ไฟฉุกเฉิน

posted on 09 Sep 2010 14:45 by whatsgoingang

สหายคู่แต่งงานหมาดๆ เลือกมาพักผ่อนที่ภูเก็ตหลังฉลองงานแต่ง

ตามประสาเจ้าบ้าน ก็พาไปกินนู่นกินนี่ ให้ได้ชื่อว่า ถึง ถูเก็ตแล้วจริงๆ

เริ่มด้วยกาแฟยามบ่ายร้าน(เคย)ประจำ

ซึ่งเจ้าบ่าวบอกว่า กาแฟแปลกๆ 

แต่เราไม่ได้ชิม เลยไม่รู้ว่าประหลาดแค่ไหน

(หลังจากนั้นก็ เว้นวรรค อ้วกแตก ไป 1 รอบ)

พาไปเดินเล่นไทยหัวมิวเซีียมที่ถนนกระบี่

ตามด้วยกับข้าวอร่อยๆ ที่ ปลาหมอสี

และชมไฟเมืองบนเขารัง

ทำท่าจะสิ้นสุดทริปซิตี้ทัวร์ด้วยดี

แต่ก็ไม่!

 

เจ้าบ่าวใจสั่น ความดันขึ้นสูง จนต้องนำส่งห้องฉุกเฉิน

และตัวสั่นเทิ้มอยู่ในนั้น

 

ซึ่งทำให้พบว่า ไฟฉุกเฉิน ที่เปิดขอทาง

ด้วยความพยายามที่จะนำคนป่วยไปถึงหมอให้เร็วที่สุดนั้น

ไม่มีความหมาย

 

ไม่มีใคร หลบ หลีก เลี่ยง

มองในแง่ร้าย ยังน่าจะคงมีคนด่าตามหลังแน่ๆ

 

คิดไม่ออกว่า ถ้าช้ากว่านี้อีกนิด จะเป็นยังไง

และคิดไปไกลว่าทำไมคนเราจึงคิดถึงคนอื่นน้อยนัก

น้อยในความหมายที่ว่า บางทีก็ลืมไปเลยว่าคนอื่นก็คนเหมือนกัน
 
ใจเขาใจเรา น้ำจิตน้ำใจ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์
 
มันเหือด แห้ง หาย ไปไหนหมดแล้ว
 
 
ไม่ต้องพูดไปถึงเรื่องไฟขอทาง เรื่องฉุกเฉินใดๆ
 
กะอีแค่พูดคุยสื่อสารในฐานะ คน กับ คน* ยังทำกันดีๆ ไม่ได้
 
 
หรือจริงๆ โลกเราอยู่ในภาวะฉุกเฉินเกินเยียวยา
 
ต้องล้างไพ่ เริ่มใหม่กันทั้งหมดซะแล้ว
 
 
* เช่นว่า เวลาสั่งกาแฟ คนขายกาแฟทำท่าเหมือนรำคาญๆ ลำบาก เหนื่อย จะนอน
หรือ ตกลงคุยงาน หรือซื้อขายอะไรกับใคร แล้วไม่เอา ก็ไม่บอก ปล่อยให้รอ
ก็แค่ งง ว่า บอกกัน มันยากตรงไหน(วะ)
 

harinezumi2++

posted on 16 May 2010 21:21 by whatsgoingang

ไม่ใช่ชื่อโรคใดๆ ของญี่ปุ่น

แต่เป็นกล้อง digital lomo สัญชาติปลาดิบ

ที่เล่นแล้ว ได้อารมณ์แบบถ่ายฟิล์ม ล้างครอส สแกนหยาบๆ

คือ เกรนแตก สีเพี้ยน ขอบมืดหน่อยๆ

สนุกดีแท้

 

รุ่น 2++ นี้ถ่ายวิดีโอแบบมีเสียงก็ได้ ไม่มีก็ได้

ปรับเป็นขาวดำ ซึ่งแน่นอน ถ่ายหนังเป็นขาวดำได้ด้วย

ปรับ iso ได้ 2 ระดับ 100 กับ 800

มีโหมดมาโคร ที่นอกจากถ่ายใกล้มากแบบกล้องติดวัตถุ (ถึงจะชัด) แล้ว

ยังบังเอิญพบว่าเอามาถ่ายให้ ไม่ชัด ได้มันมาก!

 

เชิญชม

Photobucket

นี่คือหน้าตาของมัน เลียนแบบกลักฟิล์ม 110 (รูปนี้ถ่ายด้วย GF1+lens 20mm)

 

และนี่ คือผลงานของเจ้ากล้องตัวจ้อยนี้

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

สีเหล่านี้ มิได้แต่งเพิ่มแต่อย่างใด นะจะบอกให้

 

โทษคนอื่น

posted on 10 Feb 2010 13:17 by whatsgoingang

เป็นหนทางสู่ความสบายใจ

เป็นกันทุกระดับชนชั้น อายุ การศึกษา

 

วันนี้เพิ่งได้ยินเรื่องขำๆ มาว่า

หนุ่มใหญ่นายหนึ่ง ซึ่งมักได้รับรางวัล ไม่อันใดก็อันหนึ่ง

จากการส่งผลงาน (... ไม่บอกดีกว่าว่าผลงานอะไร) เข้าประกวด (ระดับชาติ)

แต่ผิดหวังจากการประกวดเวทีเล็กๆ ในจังหวัดมากกว่า 1 ครั้ง

 

ด้วยความมั่นใจในฝีไม้ลายมือของตัวเอง

ก็เลยออกอาการประท้วงเล็กๆ

บ่นอุบ - โทษโน่นนี่นั่น

สุดท้ายมาลงที่ว่า กรรมการอาจไม่โปร่งใส

 

อ้าว เป็นงั้นไป!

 

พูดยาก ความงามเป็นเรื่องที่ตัดสินไม่ได้ด้วยตาคู่ใดคู่หนึ่ง

แน่นอน เจ้าของย่อมเห็นดี*(ที่สุด)

แต่ในเมื่อมีคนอื่นเป็นผู้ตัดสิน ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครเห็นงามตามกัน

และการไม่ได้รางวัล ก็ไม่ได้แปลว่าผลงานนั้นไร้ซึ่งคุณค่าความงาม

แต่เวทีประกวดอาจไม่ใช่การโชว์ความเป็นตัวตน

ถ้ากระหายชัยชนะขนาดนั้น อาจต้องลืมแนวทางของตัวเอง

ไปทำงานให้เข้าตา เข้าทางของผู้ตัดสิน

 

ยอมไหม?

 

อาการ โทษคนอื่น แบบนี้

เป็นกันทุกเพศ ทุกวัย

เป็นแล้วสบายใจ ก็เป็นไป

แต่ไม่ว่าเด็ก หรือผู้ใหญ่

ใครเป็นก็ไม่น่ารักซักคนแฮะ 

 

*ยิ่งหนักข้อกว่านั้นอีก ที่ยังมีบางคน ยังดูไม่ออกด้วยซ้ำ ว่างานตัวเองนั้นยังเรียกว่า สวย ไม่ได้!

 

กลไกป้องกันตัวเอง

posted on 25 Jan 2010 23:31 by whatsgoingang

 

รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับผู้คน

เซ็งโลกที่(บาง)คนใช้ชีวิตแบบคิดถึงคนอื่นน้อย

เอาตัวเอง สุข เข้าว่า

สุขไว้ก่อน ประเภทข้าก็เป็นของข้าแบบนี้ ใครจะทำไม

ต่อให้รูปแบบการใช้ชีวิต จะกระทบหน้าที่การงาน และระบบของคนอื่นก็ ไม่แคร์

 

ไอ้การ ไม่แคร์ นี่ก็ดีไปอย่าง(กับตัวของคนไม่แคร์เองน่ะนะ)

คือไม่แคร์ว่าใครจะอะไรยังไง

จะเตือน จะบ่น จะว่า ก็หัวเราะกลบเกลื่อนไป

ไม่เคยขอโทษ เพราะฉันไม่ผิด ฉันก็เป็นอย่างนี้ - ไม่แคร์

ฉันมีเหตุผลของฉัน(นะยะ)

ใครมาแตะสิ คนนั้นแหละ "อคติ" และ "ใช้อารมณ์" เสียเอง

 

มองแง่ดีว่า ก็คงเป็นแค่ กลไกป้องกันตัวเอง

 

แต่พอมานั่งคิดทบทวนสงสัย -หัวเราะแหะๆ- นี่คือรู้ตัวไหม

ว่าผิด ว่าพลาดอะไร

เอาเข้าจริง การกลบเกลื่อนด้วยวิธีนั้น อาจจะอันตรายกว่า

เพราะนานๆ เข้า ก็คงจะหลงลืมไปจริงๆ

ว่าพฤติกรรมบางอย่างนั้น ถือเป็นความ ไม่เข้าท่า ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ในสังคม

 

ไม่ขอโทษเรา ไม่เป็นไร

ขอให้รู้(อยู่แก่ใจ)แค่ว่า ผิดแล้ว ยอมรับ จะแก้ตัวใหม่ไม่ซ้ำเดิม...ก็พอ

 

เพราะสารภาพตามตรง

ทั้งเกลียด (รังเกียจ) และกลัวคนประเภทไม่รับผิด(ชอบ)

"ไม่รู้ตัว" ด้วยกลไกที่ว่า

และไม่รู้ตัวจริงๆ(เป็นไปได้ไหม ที่จะไม่รู้ตัว?)

 

ทางออกคงมีแค่ ยอมแพ้ 

และหนี

 

อย่างเดียว!

 

เพราะให้อภัยไม่ได้

 

เขาไม่ได้ ผิด อะไรเลยนี่!!

 

edit @ 26 Jan 2010 00:48:58 by ang : )